ชื่อสามัญ : ชา (tea)
Family: Theaceae
Genus: Camella
Species: มีมากกว่า 1200 ชนิด ที่รู้จักกันดีคือ Sinensis เป็นพันธุ์พื้นเมืองของประเทศจีน
ชา เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเรียงสลับกัน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม หน้าใบเรียบมันยาว 7-30 ซ.ม. ใต้ใบมีขนอ่อนๆปกคลุม ใบเขียวตลอดปี จัดเป็นได้ทั้งไม้พุ่มและไม้ยืนต้นโดยมีความสูง ตามธรรมชาติ 15-20 ม. หากถูกตัดแต่งในไร่จะสูงเพียง 1.5 ม. ต้นชา ที่เกิดตามธรรมชาติอาจมีอายุกว่า100ปี ต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยการตอน มีอายุได้ถึง80ปี ต้นชา ออกดอกระหว่างลำต้นกับใบ มีทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ ในหนึ่งดอกมีทั้งเกษรตัวผู้และตัวเมีย มี 5-8 กลีบ ผลชามีลักษณะเป็นกระเปาะกลม สีน้ำตาลอมเขียว เปลือกหนา ผลใช้เวลาในการสุก 9-12เดือน เมื่อแก่เต็มที่จะแตกให้เมล็ดหลุดออก เมล็ดมีรูปร่างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1.6 ซ.ม. เมล็ดชาใช้เวลาในการงอกประมาณ2-3สัปดาห์
ใบชา สำหรับบริโภคที่จัดว่าคุณภาพเยี่ยม คือยอดอ่อนและอีกสองใบถัดลงมา การเก็บ ใบชา จึงต้องเก็บด้วยมือ ต้นชา ในไร่จึงต้องตัดแต่งไม่ให้สูงเกินมือเอื้อม กลายเป็นไมพุ่มไป ต้นชา จะเริ่มให้ผลผลิตได้ก็เมืออายุ4ปีขึ้นไปแล้ว และอีกราว50ปีจึงหมดอายุการเก็บเกี่ยว
ใบชา นั้นเมื่อเก็บมาแล้ว ถ้าตากแห้ง แล้วขมวดใบและอบให้แห้งทั้งยังเขียวๆอยู่ก็เรียกว่า "ชาเขียว" ถ้าหมักจนใบคล้ำขึ้นมานิดแล้วค่อยอบแห้งก็เรียก "ชากึ่งหมัก" (Semi-fermented) หรือที่ติดปากกันว่า "อูหลง" ถ้าหมักกันจนถึงที่สุดแล้วค่อยอบแห้งก็จะเรียกว่า "ชาดำ" สารสมุนไพรต่างๆที่เป็นคุณต่อสุขภาพนั้นจะมีมากที่สุดก็ใน ชาเขียว นั้นเอง เมื่อชาถูกหมักนานเข้าสรรพคุณก็จะลดลงกลายไปเป็นสารซึ่งให้กลิ่นรสแทน
คุณค่าทาง สมุนไพร
น้ำชาได้รับความเชื่อถือในฐานะ "ยาสมุนไพร" มาตั้งแต่แรกค้นพบ เมื่อแพร่หลายมากเข้าก็ค่อยๆลดบทบาทลง กลายเป็นเพียงเครื่องดื่มสามัญในชีวิตประจำวันอยู่นับร้อยปี ความเชื่อถือในเภสัชคุณก็เป็นเพียง "เรื่องพูดๆกัน" จนเพิ่งในระยะหลังนี้เอง ที่บทบาทในฐานะ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ของชากลับมาโดดเด่น เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง สรรพคุณ ของ ชา นั้นครอบคลุมตั้งแต่โรคพื้นๆ เช่นท้องร่วงท้องเสีย ฟันผุ ไปถึงโรคที่ซับซ้อนร้ายแรง อย่าง เบาหวาน โรคหัวใจ และที่กล่าวถึงมากที่สุดในปัจจุบันคงไม่พ้นฤทธิ์ในการต้าน โรคมะเร็ง เนื้อหาสาระที่แท้จริงของใบชาคืออะไร สรรพคุณต่างๆนั้นจริงจังหรือเหลวไหล คำอธิบายมีดังนี้
ชา บรรเทา อาการท้องร่วง
ชา ป้องกัน ฟันผุและกลิ่นปาก
ชา ป้องกัน โรคเบาหวาน
ชา ป้องกัน โรคหัวใจ
ชา ป้องกัน โรคมะเร็ง
ชา บรรเทาอาการท้องร่วงสารสมุนไพร ในใบชา มีหลายตัวในกลุ่มโพลิฟีนอล ที่เป็นสารต่อต้านแบคทีเรียและการอักเสบ เช่น Catechins สาร Flavonoids และสาร Quercetin ขณะเดียวกัน ก็มีสารออกฤทธิ์เร่งการดูดซึมน้ำผ่านลำไส้ใหญ่ เช่นคาเฟอีน และ Methyl xanthine เมื่อออกฤทธิ์ร่วมกัน จึงมีผลรักษาการอักเสบของลำไส้ ขณะเดียวกันก็ลดการสูญเสียน้ำในกรณีที่ท้องเสียไม่รุนแรง
ในภาวะร่างกายปกติ หลายท่านอาจสังเกตว่า การดื่มชาหรือกาแฟ จะช่วยขับปัสสาวะ นั่นก็เป็นเพราะการเร่งการดูดซึมน้ำนั่นเอง ในภาวะปกติ ที่ร่างการมีสมดุลของเหลวอยู่แล้ว น้ำที่ถูกดูดซึมผ่านลำไส้ใหญ่ จะเพิ่มปริมาณของเหลวในกระแสเลือด ร่างกายกายจึงขับน้ำออกผ่านไต กลายเป็นปัสสาวะบ่อย และอาจท้องผูกอ่อนๆด้วย แต่ในขณะที่ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากลำไส้ไม่ดูดซึม การช่วยเร่งการทำงานของลำไส้นี้เป็นคุณมาก เนื่องจากเป็นการรักษาสมดุลของน้ำและสารอาหารให้กับร่างกาย
ชา ช่วยบรรเทาอาการฟันผุและปัญหากลิ่นปากฟันผุ เกิดจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Streptococcus mutans ซึ่งย่อยสลายน้ำตาลในอาหารที่คนรับประทาน ให้กลายเป็นสารเหนียวข้นที่ชื่อว่า "กลูแคน" กลูแคนนี้จะจับตัวแน่นอยู่บนเคลือบฟัน ไม่สามารถละลายด้วยน้ำ กลายเป็นแหล่งอาหารให้จุลินทรีย์ ที่ทำลายเคลือบฟันและทำให้ฟันผุ รวมไปถึงทำให้เกิดกลิ่นปาก สารกลุ่มโพลิฟีนอลซึ่งเป็นสาร สมุนไพร ตัวเอกใน ชา อันได้แก่ สารCatechins สาร Flavonoids จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรีย Streptococcus mutans รวมไปถึงสลายกลูแคนด้วย นอกจากนี้ใน ใบชา ยังอุดมด้วยฟลูโอไรด์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ว่ามีประสิทธิภาพในการทำให้เคลือบฟันแข็งแรงและป้องกันฟันผุ
ในประวัติศาสตร์ก็มีตัวอย่างของนาย เติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอ้างว่าไม่เคยแปรงฟัน แต่ก็ไม่เคยฟันผุเพราะดื่ม ชาเขียว ทุกวัน อย่างไรก็ดีความคิดว่าดื่มชา(โดยเฉพาะชาเขียว)แล้วไม่ต้องแปรงฟันนั้น ผิดมหันต์ เพราะในใบชาประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย แม้จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่ก็จะทิ้งตะกอนไว้ อย่างที่เห็นเหลืองๆและเรียกกันว่าคราบฟัน คราบฟันนี้เมื่อสะสมไปนานๆ ก็จะกลายเป็นหินปูนซึ่งแทรกตัวอยู่ระหว่างเหงือกและฟัน ทำให้เหงือกร่นและเป็นสาเหตุของโรคปริทนต์ต่อไป การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยขจัดปัญหาคราบฟันนี้ได้ ส่วนเรื่องที่ว่านายเติ้งเสี่ยวผิงมีปัญหาหินปูนหรือโรคปริทนต์หรือไม่นั้นก็ให้เป็นธุระของนักประวัติศาสตร์ทันตเวชกรรม(ถ้ามีอยู่สักคน) ไปพิสูจน์กัน
ชา ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกัน โรคเบาหวานคำอธิบายของการเกิด โรคเบาหวาน ที่ไม่ได้มาจากพันธุกรรมคือ การบริโภคอาหาร ที่มีสารประกอบคาร์โบไฮเครตมาก เช่นแป้งและน้ำตาล ร่างกายจะหลั่งเอนไซม์ amylase เพื่อย่อยแป้งและน้ำตาลเหล่านี้ เป็นกลูโคสเพื่อดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดแล้ว ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนชื่ออินซูลิน มาลำเลียงน้ำตาลเหล่านี้ไปสู่เซลล์ต่างๆในร่างกาย หากมีน้ำตาลในกระแสเลือดมาก เนื่องจากการบริโภคมากเกินไป ตับอ่อนก็ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ไตต้องกรองน้ำตาลเหล่านั้นออกจากกระแสเลือด แล้วกำจัดออกทางปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของชื่อโรค เบาหวาน ซึ่งแปลว่าปัสสาวะหวานนั่นเอง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังนี้ นอกจากทำให้ตับอ่อนและไตต้องทำงานหนักแล้ว ยังทำให้ผนังหลอดเลือดหนาขึ้นด้วย เพื่อเป็นการต่อต้านน้ำตาลส่วนเกินไม่ให้ถูกลำเลียงเข้าสู่เซลล์ ผลข้างเคียงก็คือออกซิเจนก็พลอยถูกจำกัดไปด้วย กลายเป็นสาเหตุให้อวัยวะบางอย่างเสียหายเช่นดวงตา หรือ เนื้อตายเมื่อเกิดบาดแผลเป็นต้น
จากการวิจัยในห้องทดลองพบว่า Catechins และ Polysaccharides ในใบชา มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยจำกัดการทำงานของ amylase enzyme ซึ่งเป็นการจำกัดการย่อยและดูดซึมน้ำตาลตั้งแต่ต้นทาง คือระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ คาเฟอีน วิตามินบีรวม( Riboflavin, Biotin, Niacin, Pantothenate, Inositol) และกรดอมิโนที่จำเป็น(Leucine, Phenyloalamine, Valine, Threonine) ยังมีส่วนช่วย ในการเร่งการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเร็วขึ้น น้ำชา จึงมีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการป้องกันโรคเบาหวานที่ไม่เกิดจากพันธุกรรม อย่างไรก็ดี การดื่มน้ำชาในภาวะท้องว่าง หรือตอนหิวจะเป็นโทษมากกว่าคุณ เหตุผลก็คือ น้ำชา จะเร่งการใช้น้ำตาลในกระแสเลือดให้ลดลง อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตาลเฉียบพลัน หน้ามืดใจสั่น นอกจากนี้ร่างกายจะตอบสนองต่อระดับน้ำตาลที่ลดลงด้วยการหลั่งน้ำย่อยต่างๆออกมา หากภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจนำไปสู่โรคกระเพาะอาหารได้
ชา ช่วยลดระดับ ไขมันในเลือด และลดความเสี่ยงการเกิด โรคหัวใจในกระแสโลหิตที่หัวใจสูบฉีดอยู่ตลอดเวลานั้น นอกจากเม็ดเลือดแดงขาวแล้ว ยังมีสารเคมีที่เราได้รับจากอาหารอีกหลายชนิด ว่ากันตามจริงแล้วสารเคมีเหล่านี้ล้วนมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายทั้งสิ้น แต่ของมีคุณทุกอย่าง เมื่อมีมากเกินพอดี ย่อมกลับเป็นโทษ
"คอเลสเตอรอล" เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่ง คอเลสเตอรอล เป็นสารประกอบไขมัน ที่มีความจำเป็น ในการสร้างเซลล์ใหม่และฮอร์โมนสำคัญๆในร่างกาย ปกติไขมันชนิดนี้ จะสร้างขึ้นจากตับ แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากอาหารด้วย โดยเฉพาะอาหารจำพวก เนื้อสัตว์ เนย นมและไข่
ปัจจุบันนี้แพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่า หัวใจวาย จากหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากคอเลสเตอรอล ที่สะสมตัวขึ้นบนเยื่อบุผนังหลอดเลือด เป็นผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไปจนถึงการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลเสียหายต่ออวัยวะปลายทาง เช่นหัวใจหรือสมอง
ในกระแสเลือดมีอนุภาคโปรตีนนับสิบชนิด ที่จับตัวกับคอเลสเตอรอล เมื่อจับตัวแล้วก็แสดงผลต่างๆกันไป ตามแต่ชนิดของโปรตีน ไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) จะคอยดักจับคอเลสเตอรอล เพื่อกำจัดทิ้งไป ขณะที่ไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ(LDL) เมื่อจับตัวกับคอเลสเตอรอลแล้วก็จะไปสะสมตัวบนผนังหลอดเลือด เป็นต้นเหตุของการอุดตันต่อไป การสะสมของไขมันนี้ มักจะมีเกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวมาผสมโรงด้วยเสมอ ลำพังไขมันอย่างเดียว การสะสมตัวนั้น ก็จะเป็นเพียงเส้นเลือดตีบอยู่กับที่ แต่เมื่อเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดร่วมด้วย ก็จะทำให้กลายเป็นลิ่มเลือด ที่อาจถูกพัดหลุดไปเที่ยวอุดตันที่อื่น เช่นถ้าหลุดเข้าไปในห้องหัวใจ ก็จะเกิดภาวะปวดเค้นหัวใจ ถ้าหลุดเข้าไปในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจวายเนื่องจากขาดเลือด ถ้าหลุดเข้าไปในเส้นเลือดเลี้ยงสมอง ก็จะเกิดสมองขาดเลือด (Stroke) และหลอดเลือดสมองแตก
ชา โดยเฉพาะ ชาเขียว มีส่วนช่วยยับยั้งเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจาก Flavonoids และCatechins ในชาเขียวโดยเฉพาะตัวที่ชื่อว่า epigallocatechin gallate (EGCG) มีอานุภาพดียิ่ง ในการสลายลิ่มเลือด และลดจำนวนไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำที่มักสะสมคอเลสเตอรอล การทดลองหลายครั้งในหนูและมนุษย์แสดงผลต้องกันว่า EGCG นั้นลดการสะสมของไขมันในเลือด และมีคุณสมบัติยับยั้งการแข็งตัวของหลอดเลือด เทียบเท่ายาแอสไพริน ขณะที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

ชา กับการต้านอนุมูลอิสระและโรคมะเร็งเมื่อเอ่ยถึงเซลล์ เรามักจะเห็นภาพทันที ว่าเป็นองค์ประกอบมีชีวิตเล็กๆ ที่รวมกันเป็นร่างกาย แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ ยังมองไปไม่ถึงก็คือ หน้าที่จริงๆของเซลล์ นอกเหนือจากการอยู่รวมๆกันเป็นอวัยวะสักชิ้น
เซลล์เป็นโรงงานเคมี ที่ผลิตพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกาย ผลิตฮอร์โมน และเอนไซม์ที่ควบคุมกลไกการทำงาน ของระบบต่างๆ อีกทั้งเป็นศูนย์บัญชาการทางพันธุกรรมอีกด้วย แหล่งข้อมูลการปรับตัวเพื่อการวิวัฒนาการนับแสนปี ก็อยู่ที่เซลล์เล็กๆนี่เอง เซลล์จะทำงาน โดยรับออกซิเจนและสารเคมีต่างๆ จากกระแสเลือดผ่านผนังเซลล์เข้ามา แล้วทำการ "แยกส่วน" และ "ประกอบ" สารขึ้นมาใหม่ ตามที่ร่างกายต้องการ ผลผลิตอย่างหนึ่งที่รู้จักกันกว้างขวางก็คือ ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งก็คือพลังงาน ที่ร่างกายนำไปใช้นั่นเอง ในกระบวนการแยกส่วนและประกอบนี้ จะมี "เศษ" เหลือที่เป็นประจุ คือเป็นสารประกอบ ที่มีอิเลคตรอนไม่ครบคู่ ทำให้ไม่เสถียรและไวต่อการทำปฏิกริยา "เศษ" เหล่านี้เองที่ถูกเรียกว่า อนุมูลอิสระ (Free Radical) พฤติกรรมของ อนุมูลอิสระ คือ เร่ร่อนไปเที่ยวทำปฏิกริยากับโมเลกุลอื่นๆ เพื่อแย่งชิงอิเลคตรอน มาทำให้ตัวเองเสถียร โมเลกุลที่ถูกชิงอิเลคตรอนไป ก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระขึ้นมาแทน เกิดเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ซึ่งในหลายกรณีสามารถเกิดขึ้นได้นับเป็นพันรอบ การแย่งชิงและสูญเสียอิเลคตรอนนี้ เกิดขึ้นในแทบจะทุกชนิดของสารประกอบ ไม่ว่าจะกับโมเลกุลของกรดไขมัน กับโมเลกุลของคาร์โบไฮเดรต กับโมเลกุลของสารประกอบโปรตีน และกับทุกส่วนของเซลล์ ดังนื้น ประเภทและพฤติกรรมของ อนุมูลอิสระ จึงเป็นไปได้มากมายเกินสาธยาย แต่เนื่องจากว่าในการทำงานของเซลล์นั้น มักจะมีออกซิเจนเป็นส่วนผสมหลัก อนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นมาจึงมักจะมีออกซิเจน(ไม่เสมอไป) เป็นแกนอย่างที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS) เวลามันไปจู่โจมโมเลกุลอื่นๆ ก็เรียกเป็นกริยารวมๆว่าทำการ "Oxidation" คือการทำปฏิกริยากับออกซิเจนนั่นเอง ปฏิกริยาoxidationสร้างความเสียหายได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ทำให้เซลล์อ่อนแอลง ผนังเซลล์แตก เซลล์ทำงานผิดปกติ เช่นไม่สร้างสารเคมีตามประเภทและปริมาณที่ควร ในกรณีที่ร้ายแรงก็คือ ความเสียหายในศูนย์บัญชากรพันธุกรรม (DNA) ซึ่งทำให้โปรแกรมการแบ่งตัวและทำหน้าที่ของเซลล์ผิดเพี้ยนไป
ผลรวมๆของความเสียหายเหล่านี้ ก็คือความเจ็บไข้เสื่อมโทรมต่างๆ อันเกิดแก่ร่างกาย ตั้งแต่การแก่ตัว ความเสื่อมของภูมิคุ้มกัน ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน สมองเสื่อม ไปจนถึงโรคมะเร็ง โดยภาพรวม เซลล์ก็คือโรงงานสร้างพลังชีวิต ที่มีต้นทุนเป็นมลพิษกลับเข้าสู่ตัวเองตลอดเวลา
กิจการของเซลล์และชีวิตจะดำเนินอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อผลผลิตของเซลล์หักลบกับต้นทุนมลพิษแล้วยังได้กำไรอยู่ ร่างกายจึงมีกลไกตามธรรมชาติในการกำจัดอนุมูลอิสระด้วยสาร "ต้านอนุมูลอิสระ"(Antioxidants) ซึ่งมีทั้งที่เป็นเอนไซม์และไม่ใช่เอนไซม์ ที่ทำหน้าที่ทั้งกำจัดอนุมูลอิสระเมื่อแรกเกิด และยับยั้งปฏิกริยาลูกโซ่ ที่เกิดขึ้นแล้ว ผลิตมาจากแหล่งต่างๆกัน อย่างไรก็ตามสมดุลอนุมูลอิสระนี้เปราะบางมาก เหตุผิดปกติหรือสิ่งรบกวนแต่เพียงน้อย ก็สามารถเร่งการเกิดอนุมูลอิสระได้แล้ว เช่นการออกกำลังกายน้อยเกินไป หรือมากเกินไป การได้รับสารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ รวมไปถึง การเจ็บป่วยด้วยโรคจากจุลินทรีย์ต่างๆ
จึงเกิดเป็นที่มาของแนวคิดการเสริม สารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยอาหาร ที่รู้จักกันดีก็ได้แก่ Flavonoids ซึ่งพบมากในใบชา และผักผลไม้หลายชนิด วิตามิน A C และ E เบตาแคโรทีนในพืชผักสีแดงทั้งหลาย และสารกลุ่มโพลิฟีนอล ที่พบมากใน ชาเขียว โดยเฉพาะ epigallocatechin gallate(EGCG) ซึ่งในรายงานหลายแหล่ง อ้างว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า วิตามินC หลายเท่า การทดลองในห้องปฏิบัติการในหลายๆโอกาส ยังให้ผลตรงกันว่า สารกลุ่มโพลิฟีนอล และฟลาโวนอยด์ในชาเขียวช่วยลดพิษ ของสารก่อมะเร็งได้หลายประเภท และยังสามารถจำกัดการลุกลามของมะเร็งได้ในหลายส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งได้แก่ ชาวญี่ปุ่นในเมืองชิสุโอะ ซึ่งมีอาชีพทำไร่ชากันเป็นส่วนใหญ่ และมีการบริโภคชาเขียวมากโดยปริยาย มีสัดส่วนผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งทางเดินอาหาร ต่ำกว่าประชากรในส่วนอื่นๆของประเทศ ข้อค้นพบนี้เอง เป็นจุดเริ่มของการศึกษาสรรพคุณ ของชาเขียวในการต้านโรคมะเร็ง จนเป็นกลายมาเป็นความตื่นตัวเช่นที่เห็นกันในปัจจุบัน
คำอธิบายถึงสรรพคุณหลักๆของชา ในแง่การเป็น สมุนไพร เพื่อสุขภาพนั้นก็บริบูรณ์ลงโดยประการฉะนี้ แม้ตกหล่นไปจากที่ได้มีผู้อื่นๆได้ศึกษาไว้ ก็ขออภัยด้วย ข้อพึงสังวรณ์ประการหนึ่งก็คือ น้ำชา นั้นถึงมีคุณ ก็ใช่จะดีวิเศษเกินพืชผักอื่นๆ เพราะในธรรมชาตินั้น พืชพรรณทั้งหลายย่อมเป็นสมุนไพรทรงคุณค่าทั้งสิ้น เพียงแต่ยิ่งในทางหนึ่งหย่อนในทางหนึ่งต่างๆกันไป สาระสำคัญของการรักษาสุขภาพ จึงควรมุ่งเน้นความสมดุลของโภชนาการโดยรวม มากกว่าที่จะฝากศรัทธาไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือกลไกทั้งหลายในร่างกายเรานั้น เป็นเหตุและผลกันกับภาวะอารมณ์อย่างไม่อาจแยกกันได้ การรักษาจิตใจให้เป็นปกติอยู่เสมอ ก็เท่ากับเป็นลดการขาดทุนของเซลล์ และรักษาสุขภาพกายทางหนึ่งนั่นเอง
ในโอกาสต่อๆไป เว็บไซต์โอเรียนทีจะนำข้อมูลเกี่ยวกับพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อื่นๆโดยเฉพาะของไทยมารวบรวมไว้ให้ท่านผู้สนใจได้ศึกษากัน